ทำไม “สลิ่ม” จึงไม่มีนิยามที่ชัดเจน?
จากม๊อบเสื้อเหลือง กลายร่างมาเป็นม๊อบหลากสีที่ไม่มีชื่อเฉพาะในปี 2553 เพื่อต่อต้านการชุมนุมของคนเสื้อแดง ความหลากสีของมันถูกคนเรียกอย่างง่ายๆ เพื่อ Identify ว่า “สลิ่ม” ผู้เขียนไม่ได้เป็นคนใช้คำนี้คนแรก แต่สัณนิษฐานว่าถ้าคนแรกไม่ได้ใช้ภาษาไทยผิด ก็มีความเป็นไปได้ว่าต้องการสะกด “สลิ่ม” เพื่อป้องกันการสับสนระหว่าง “ซาหริ่ม” ขนมหวานหอมอร่อยหนึ่งในของชอบของผู้เขียน
เวลาผ่านไปปีกว่า คำว่าสลิ่มถูกนำมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าว่าจะหายไป ซ้ำกลายเป็นคำที่ฮิต ทั้งที่มันจะไม่มีนิยามที่ชัดเจน แต่ดูเหมือนคนจำนวนหนึ่งจะเข้าใจได้เป็นอย่างไร ดู ผลการค้นหาจาก Twitter
ทำไมจึงไม่มีนิยามที่ชัดเจน?
นั่นเพราะคนไทยเกือบทุกคน ที่ผ่านกระบวนการปลูกความเป็นสลิ่ม (Salimization) โดยรัฐ คือต่อให้คุณเรียนโรงเรียนเอกชนที่แทบไม่ใช้หลักสูตรจากโรงเรียนรัฐเลย คุณก็ยังเจอการปลูกความเป็นสลิ่มนี้ผ่านสื่อต่างๆ ในชีวิตประจำวันตราบใดที่เรายังอาศัยอยู่ในประเทศไทย ดังนั้นแล้วเราจึงมีความเป็นสลิ่มอยู่ในตัวกันแทบทุกคนอยู่แล้ว ถ้าจะให้สร้างประโยคด้วยตรรก For All เราอาจบอกได้ด้วยซ้ำว่า “คนไทยทุกคนที่เติบโตในประเทศไทยล้วนแล้วแต่เป็นสลิ่ม” ซึ่งก็สามารถคิดได้อย่างขันๆ ว่าต่อให้คุณเป็นฝรั่งคอเคซอย แต่โตที่เมืองไทยก็สามารถเป็นสลิ่มได้เช่นกัน
กระบวนการปลูกความเป็นสลิ่ม
หลังการปฏิวัติ (เรียกให้ถูกคือรัฐประหาร) โดยจอมพลสลิ่ม เอ้ย จอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ รัฐไทยมีการปลูกความคิดหลายๆ อย่างเกี่ยวกับเรื่องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ใหม่ โดยความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาเพื่อต่อสู้กับศัตรูภายในและภายนอกประเทศ กระบวนการนี้อาจไม่ได้หลุดแนวคิดไปจากอีกหลายๆ รัฐในโลก คือต้องการประชากรรัฐมีความหัวอ่อน มีแนวโน้มที่จะเชื่อในสถาบันหลักของรัฐ ซึ่งในช่วงแรกมันไม่ได้ผลเด็ดขาดเสียทีเดียว มีการปะทะกันในครั้งใหญ่ๆ ถึงสองครั้งคือในปี 2516 และ 2519 แต่ได้ผลอย่างมากในช่วงเวลาหลังจากนั้น
ดังนั้นการที่คุณจะไม่เป็นสลิ่ม คุณจะต้องมี ความหัวรั้น มากพอที่จะสงสัย นำไปสู่การตั้งคำถาม และหาคำตอบด้วยตัวเองเพื่อให้หลุดพ้นจากความเป็นสลิ่ม
ลักษณะเฉพาะของความเป็นสลิ่ม
แต่หากว่าเราไม่หลุดพ้น ความเป็นสลิ่มจะฝังอยู่ในรากความคิด มันจึงมีความชัด ความเป็นแบบพิมพ์ (Sterotype) มากพอให้เราสามารถระบุได้ว่าแบบนี้คือสลิ่ม เช่น
1. การโทษนักการเมืองเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งปวงในประเทศไทย โดยทั่วไปแล้วรัฐบาลในรัฐประชาธิปไตยไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความล้มเหลวของรัฐได้ แต่ในเมื่อเมืองไทยมันยังไม่ใช่ประชาธิปไตยแท้ มันเป็นเพียงรูปแบบ แต่แท้จริงเป็นรัฐซ้อนรัฐอยู่ สลิ่ม มองไม่เห็นภาพนี้ หรือมองเห็นแต่พอใจรัฐที่ซ้อนอยู่ในเบื้องหลังมากกว่า ตัวอย่างเช่น สลิ่ม นั้นทราบซึ้งในการทำงานช่วยเหลือของกองทัพในน้ำท่วมใหญ่ปีนี้ ซึ่งที่จริงกองทัพคือแขนขาของรัฐบาลฝ่ายบริหารตามสายบังคับบัญชา ก็ชัดเจนว่า สลิ่ม จะพิจารณากองทัพแยกกับฝ่ายบริหาร คือพอใจในรัฐซ้อนที่ซ่อนอยู่ของสังคมไทยมากกว่า (ถ้าสลิ่มไม่รู้สึกว่าฝ่ายบริหารรัฐนั้นคือพวกเดียวกับรัฐซ้อนที่ซ่อนอยู่)
2. สลิ่ม เชื่อข่าวลือความลวง ถ้ามันเป็นข่าวที่ถูกรากจริตของตัวเอง หลักฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้คือการปล่อยต่อและเชื่อในข่าวลือ ข่าวลวงเกี่ยวกับฝ่ายบริหารของรัฐบาล เกี่ยวกับสถาบันและบุคคลในช่วงที่ประเทศมีวิกฤติน้ำท่วมใหญ่คราวนี้โดยไม่เว้นแต่ละวัน และมากจนไม่น่าเชื่อว่าแต่ละคนเคยด่าคนเสื้อแดงว่าโง่เป็นควายซ้ำๆ ตั้งแต่ช่วงที่ชุมนุมต้านรัฐบาลอภิสิทธิ์ ไล่มาจนถึงช่วงอกหักจากผลการเลือกตั้งในครั้งล่าสุด จะกลายเป็นกลุ่มคนที่ดูเบาปัญญามากๆ เวลาแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมาได้ขนาดนั้น
3. สลิ่ม อ่านประวัติศาสตร์ด้านเดียวที่รัฐเขียนขึ้นมา การมองเมืองไทยผ่านประวัติศาสตร์มันมีผลที่สำคัญมากในการตีกรอบความคิดของคนในรัฐ รัฐที่ต้องการปลูกความคลั่งชาติ ก็จะมีวิธีการเขียนประวัติศาสตร์อย่างนึง และคุณจะคาดหวังอะไรกับคนที่เขาอ่านประวัติศาสตร์ในทิศทางเดียวได้อีกเล่า?
ถ้าทุกคนเป็นสลิ่มแล้วทำไมจึงมีสลิ่มสอดแทรกอยู่ในกรุงเทพมากกว่าภูมิภาคอื่น?
ไม่มีข้อบ่งชี้จัดเจนมากนัก อาจจะด้วยการกระจุกตัวของผู้ใช้ Social Network ที่ทำให้ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นของตัวเองเผยแพร่ได้ง่ายกว่าแต่ก่อนมากขึ้น อาจเพราะสลิ่มเป็นคนงานคอปกขาวที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นหลัก (สาวโรงงานคงแสดงความเป็นสลิ่มของเธอออกมาไม่ได้ เพราะไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์ตลอดเวลา) ที่สำคัญคือเขาต้องมี เวลาส่วนเกิน มากพอที่จะติดตามข่าวสารและสร้างหรือเผยแพร่สิ่งที่พวกเขาต้องการได้ สิ่งเหล่านี้จึงต้องเป็นคนที่อยู่ในกลางพิระมิดโครงสร้างสังคมในแนวดิ่งขึ้นไป ซึ่งมากระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพ อันเนื่องจากเมืองไทยไม่ได้กระจายความเจริญมากพอนั่นเอง (เมืองที่เจริญรองๆ ลงมาอย่างเชียงใหม่ ก็มีสลิ่ม แต่พวกเขามีปริมาณน้อยมาก เมื่อเทียบกับปริมาณประชากร Social Network ในกรุงเทพ)
สลิ่มแล้วมันมีปัญหายังไง ประเทศไทยในอนาคตข้างหน้า
ที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นว่าสลิ่มนั้นอาจเป็นคนกลุ่มใหญ่ของแรงงามความรู้ (Knowledge Worker) เราอาจไม่ทราบว่าใครเป็นสลิ่มจนกว่าที่เขาแสดงความคิดเห็นออกมา มันจึงไม่มีนิยามอะไรที่ชัดเจน เพราะแม้แต่คนที่เรากำลังคิดว่าเป็นสลิ่มอยู่ เขาก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาเป็นสลิ่ม หรือที่น่าขันกว่าคือเขาอาจคิดว่าเราเป็นสลิ่มเหมือนกันก็ได้ (เช่นคุณผู้อ่านอาจกำลังคิดว่า ผู้เขียนก็สลิ่มอยู่ในใจ)
ที่ผ่านมาเราส่วนใหญ่คือสลิ่มกันหมด จึงไม่มีการแบ่งแยกอะไร จนกระทั่งมันเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง ระหว่างผู้มีอุดมการณ์ในสังคมสองกลุ่ม ที่เป็นโมเดลทั่วโลกคือเสรีนิยม กับ อนุรักษ์นิยม (ถึงตรงนี้คงไม่ต้องอธิบายซ้ำว่าสลิ่มเป็นคนกลุ่มไหน)
ในเมื่อสลิ่มถูกสร้างโดยบริบทและกระบวนทัศน์ทางการเมือง หากวันนึงการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงไปอีกทาง เช่นรัฐบาลใหม่พยายามโปรโมทแนวคิดเสรีภาพการแสดงออก ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบก้าวหน้า ก็จะทำให้กลุ่มที่เอียงมาทางเสรีนิยมมากกว่า โดดเด่นจนทำให้สลิ่มด้อยลงไป และเมื่อผ่านไปนานๆ สลิ่มก็จะหายไปเองตามกาลเวลา เหลือบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์เช่นในบทความนี้
อนึ่ง กระบวนการปลูกฝังความเป็นสลิ่มมีระยะเวลาทั้งหมด 50 ปี คงคิดต่อถึงอนาคตได้ว่ากว่าสลิ่มจะหายไป จะต้องใช้เวลาอีกประมาณเท่าไร